Page 2 of 2

ที่โอกินาวา แค่จามก็วิญญาณออกจากร่างได้?

“ฮัดเช้ย!” “คุสุเก! (くすけー)” “ฮัดเช้ย!” “คุสุเก!” เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่ในโอกินาวา (沖縄) พูด “คุสุเก” เวลาเห็นคนจามไหมคะ? เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมฝรั่งที่มักพูด “หายไวๆ” หรือ “Bless you” เวลามีคนจาม ที่โอกินาวาก็มีคำพูดไว้พูดเพื่อเรียกขวัญคนจามเหมือนกันค่ะ แต่คุสุเกที่ว่านี้มีความหมายว่า “ไสหัวไป!” ค่ะ ทีนี้…เขาไล่อะไรกันแน่ล่ะ…?

เพราะที่โอกินาวา แค่จามก็วิญญาณออกจากร่างได้

ใช่ค่ะ ที่นี่มีความเชื่อว่าในจังหวะที่เราจามนั้นวิญญาณจะออกจากร่าง และในตอนนั้นเองวิญญาณไม่ดีจะถือโอกาสเข้าสิงร่างคนจาม ดังนั้นเพื่อนที่อยู่ด้วยจะช่วยพูดว่า “คุสุเก” เพื่อไล่วิญญาณร้ายไม่ให้เข้าสิงค่ะ

นิทานพื้นบ้านว่าด้วย–ฮัดชิ่ว!!

ขออภัยค่ะ… อะแฮ่ม ที่โอกินาวามีนิทานพื้นบ้านที่อธิบายที่มาของคำว่า “คุสุเก” อยู่ค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องมีคนจามแน่ๆ สักคนค่ะ วันนี้มาดูเวอร์ชั่นหนึ่งของนิทานว่าด้วยการจามกันค่ะ

วันหนึ่งชายชาวนาคนหนึ่งชื่อยามาโตะ (山戸) กำลังเดินทางกลับจากทำไร่ แต่ขณะเดินผ่านสุสานเช่นทุกวันเขาก็ได้ยินเสียงร้อง “อุแว้! อุแว้!” ด้วยความสงสัยว่าเด็กทารกที่ไหนมาร้องอยู่แถวสุสานนี้เขาจึงเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ที่กำลังร้องอยู่นั้นไม่ใช่เด็กทารก แต่เป็นแมวดำตัวหนึ่งซึ่งนั่งอยู่หน้าหลุมศพ แมวดำตัวนั้นร้องคล้ายเสียงเด็กทารกมากจนน่ากลัว แต่ที่น่ากลัวกว่าคือเสียงเยียบเย็นที่ดังมาจากในหลุมศพว่า “ร้องแบบนั้นแหละใช้ได้แล้ว…”

เมื่อได้ยินดังนั้นแมวจึงหยุดร้อง เสียงจากสุสานเอ่ยต่อว่า “พรุ่งนี้เวลาโพล้เพล้ เจ้าจงปีนขึ้นไปนั่งบนโขดหินและร้องเลียนเสียงเด็กทารก เมื่อทำแบบนั้นเจ้าเด็กทารกบ้านโนโซโกะ (野底) ก็จะจาม ให้ร้องต่อไปจนกว่าเด็กจะจามครบสามครั้งซะ เมื่อเด็กจามครบสามครั้งวิญญาณของเด็กก็จะหลุดออกจากร่างและเด็กนั่นก็จะตาย”

“แค่ทำให้จามครบสามครั้งก็พอสินะ” แมวดำเอ่ยถาม “ใช่ แต่ว่าจะมีมนุษย์หัวดีมาขวางด้วยการตะโกนว่าคุสุเกทุกครั้งหลังเด็กจาม ถ้าทำแบบนั้นคำสาปจะไม่มีผล ถ้าถูกขัดขวางก็ให้ล้มเลิกแล้วกลับมาเสีย” วิญญาณในหลุมศพบอก เมื่อได้ยินดังนั้นยามาโตะจึงวิ่งกลับบ้านด้วยความกลัวที่ได้ยินเสียงพูดของวิญญาณเป็นครั้งแรก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ตัดสินใจว่าจะช่วยเด็กทารกบ้านโนโซโกะให้ได้

วันต่อมายามาโตะจึงรีบสะสางงานในไร่ให้เสร็จแล้วกลับมาก่อน เมื่อถึงเวลาใกล้โพล้เพล้เขาจึงไปเยี่ยมบ้านโนโซโกะซึ่งต้อนรับเขาเป็นอย่างดี และเวลาโพล้เพล้ก็มาถึงพร้อมเงาแมวดำที่นั่งอยู่บนโขดหินตามที่วิญญาณสั่งไว้ แมวดำเริ่มร้องเลียนเสียงเด็กทารก สร้างความขนลุกให้กับคนในบ้าน และแล้วเด็กทารกก็เริ่มจาม

“ฮัดชิ่ว!”

“คุสุเก!”

“ฮัดชิ่ว!”

 

“คุสุเก!”

“ฮัดชิ่ว!”

“คุสุเก!”

เมื่อถูกขัดขวาง แมวดำจึงหยุดร้องแล้วหรี่ตาสีเขียวมองมายังยามาโตะอย่างเคียดแค้นรอบหนึ่งก่อนจะลงจากโขดหินและจากไป ฝ่ายสองสามีภรรยาบ้านโนโซโกะที่เห็นยามาโตะตะโกนคุสุเกทุกครั้งที่ทารกจามก็หัวเราะในความตลก แต่เมื่อยามาโตะเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้ฟังทั้งสองจึงขอบคุณและเลี้ยงอาหารเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิตลูกไว้ค่ะ ตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่เห็นคนจามคนที่นี่ก็จะพูด “คุสุเก” กันค่ะ

แม้ว่าคนรุ่นใหม่ในโอกินาวาจะไม่ค่อยพูดกันแล้ว แต่ถ้าเป็นคุณตาคุณยายล่ะก็อาจจะยังพูด “คุสุเก” กันอยู่ค่ะ เพราะที่นี่เรื่องจามเรื่องใหญ่ค่ะ ฮ…ฮัดชิ่ว!

อ้างอิงเนื้อหาจาก 未来社(2015)「くしゃみ」『[新版]日本の民話11 沖縄の民話』,pp.183-186 city.okinawa.okinawa        สล็อตเว็บตรง

กินแบบญี่ปุ่นอย่างมีมารยาทเขาทำกันอย่างไร

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการมีมารยาท บางครั้งแค่ทำตัวผิดมารยาทนิดหน่อยในการกินข้าว ก็อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีขึ้นมาได้ วันนี้จึงอยากแนะนำมารยาทพื้นฐานในการกินข้าวแบบญี่ปุ่น ให้นักอ่านชาวไทยเอาไปใช้กัน

ถือชามเอาไว้เป็นมารยาทที่ดี

การถือชามข้าวหรือถ้วยซุปขณะกินอาหารญี่ปุ่นนั้นถือเป็นมารยาทที่ถูกต้อง ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเกลียด ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ การกินอาหารโดยเอาชามข้าวหรือถ้วยซุป วางไว้กับโต๊ะตลอดเวลาต่างหากที่ผิดมารยาท ยิ่งถ้าก้มหน้าลงไปหาของกินในชามด้วยแล้วยิ่งเสียมารยาทเข้าไปใหญ่ พึงหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง นอกจากนี้การเอาศอกเท้าโต๊ะตอนที่กินก็เสียมารยาทเช่นกัน

มารยาทเกี่ยวกับตะเกียบ

ทางที่ดีควรฝึกการจับตะเกียบอย่างถูกต้องเอาไว้ หลังจากนั้นจะได้ถือตะเกียบอย่างดูดีมีมารยาท เป็นที่ประทับใจของผู้พบเห็น อาจจะยุ่งยากสักหน่อยตอนที่ยังไม่ชิน แต่ก็ลองดูกันเถอะ ที่ญี่ปุ่นมีข้อห้ามเกี่ยวกับตะเกียบอยู่หลายอย่าง เช่น การใช้ตะเกียบเขี่ยจานเข้าหาตัว การใช้ตะเกียบปักไว้กับของกิน การขยับตะเกียบไปมาด้วยความลังเลว่าจะคีบอะไรกินดี การคาบตะเกียบเอาไว้ในปาก สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เสียมารยาททั้งสิ้น

ลำดับการกินก็สำคัญนะ

โดยทั่วไปเราจะเห็นอาหารชุดญี่ปุ่นถูกเสิร์ฟโดยมีทั้งซุป ข้าวสวย และกับข้าวเรียงกันอย่างสวยงาม ซึ่งลำดับการกินที่ถูกต้องคือไล่วนจากซุป ข้าวสวย และกับข้าว เหตุผลที่ต้องเริ่มจากซุปก่อนมีที่มาจากวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่นที่ดื่มซุปเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นพร้อมกับทำให้จิตใจผ่อนคลายด้วย หลังจากนั้นจึงต่อด้วยข้าวสวย และค่อยมากินกับข้าวเป็นอย่างสุดท้ายแล้วจึงวนกลับไปที่ซุปใหม่

เหตุผลที่ไม่เริ่มจากกับข้าวก่อนเป็นเพราะกับข้าวเป็นสิ่งที่มีรสชาติเข้มสุดในชุดอาหาร ดังนั้นถ้าเริ่มจากกับข้าวก่อน เราจะลิ้มรสและกลิ่นของอาหารโดยรวมได้น้อยลง นอกจากนี้ การเลือกกินกับข้าว เครื่องเคียง หรืออาหารใด ๆ หมดก่อนยังทำให้ภาพรวมของมื้อาหารดูไม่ดีอีกด้วย เพราะจะดูเหมือนเราเลือกกินของชอบและเก็บของไม่ชอบไว้ทีหลัง และอื่น ๆ ได้ ดังนั้น การกินอาหารโดยคำนึงถึงภาพรวมของทั้งมื้อจึงเป็นมารยาทที่สำคัญและยังทำให้เราอร่อยกับมื้ออาหารญี่ปุ่นนั้น ๆ ได้อีกด้วย

ต้องเบามือหน่อยในการใช้ภาชนะ

การใช้ภาชนะเสียงดังขณะที่กิน เป็นสิ่งที่เสียมารยาท โดยเฉพาะการใช้ตะเกียบเคาะภาชนะ หรือวางภาชนะเสียงดัง ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเลย

คุยกันเสียงเบา ๆ หน่อยก็ได้

บางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับสถานที่รับประทานอาหาร แต่แน่นอนว่าควรหลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังเอาไว้ก่อน อย่าลืมว่าในร้านอาหารยังมีลูกค้าคนอื่นอยู่ด้วย จึงควรเอาใจใส่คนรอบข้างให้มากขึ้น

ซดโซบะเสียงดัง ๆ ได้เลย!

 

ถึงแม้การกินเสียงดังจะเป็นเรื่องที่เสียมารยาทในหลายประเทศและหลายสถานที่ แต่ที่ญี่ปุ่นนั้นการกินอาหารประเภทเส้น ถ้าซดเสียงดังถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะโซบะว่ากันว่าการกินแบบซดเส้นเข้าไปจะช่วยให้กลิ่นหอมของโซบะแผ่ซ่านไปทั่วปาก

อย่าลืมพูด [Itadakimasu] กับ [Gochisousama]

ก่อนทานอาหารต้องพูดว่า [Itadakimasu] และเมื่อทานเสร็จแล้วต้องพูดว่า [Gochisousama] คำพูดทั้งสองประโยคนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จากความเชื่อที่ว่าของกินมีชีวิตสถิตย์อยู่ จึงต้องบอกกล่าวเมื่อจะกินและขอบคุณที่ของกินยอมสละชีวิตให้กับเรา จะพูดออกเสียงดังสักนิด แต่ถ้าอยู่คนเดียวหรืออยู่ในที่ส่งเสียงดังไม่ได้ แค่พนมมือพูดในใจก็ได้

คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นกันมากมายในแต่ละปี ถ้าเราฝึกปฏิบัติเรื่องพวกนี้เอาไว้ แน่นอนว่าชาวญี่ปุ่นจะมองเราด้วยสายตาที่ชื่นชม เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามนะครับ          สล็อตเว็บตรง

“ฤดูใบไม้ร่วงแห่ง…” (〇〇の秋) ถ้าพูดถึงฤดูใบไม้ร่วง คนญี่ปุ่นนึกถึงกิจกรรมอะไรบ้าง?

ต่อจากบทความที่แล้ว ที่เราได้แนะนำเกี่ยวกับ “ฤดูใบไม้ร่วงที่เจริญอาหาร” (食欲の秋) (คลิกอ่านบทความที่เกี่ยวข้องที่นี่) ถึงเหตุผลว่า เพราะอะไรที่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกเจริญอาหารเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งนอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่คนญี่ปุ่นจะนึกถึงเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน จนเกิดเป็นสำนวนที่ว่า “ฤดูใบไม้ร่วงแห่ง..” (〇〇の秋) เช่น ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการอ่าน (読書の秋), ฤดูใบไม้ร่วงแห่งกีฬา (スポーツの秋)และ ฤดูใบไม้ร่วงแห่งศิลปะ (芸術の秋) ฯลฯ

โดยในบทความนี้ เราจะรวบรวม “กิจกรรมแห่งฤดูใบไม้ร่วง” ที่น่าสนใจของชาวญี่ปุ่น พร้อมอธิบายความหมายและที่มาว่าทำไมจึงควรทำกิจกรรมนี้ในฤดูใบไม้ร่วง ถ้าเพื่อน ๆ อยากรู้ว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างแล้ว ก็ตามไปดูกันเลยค่ะ!

ฤดูใบไม้ร่วงแห่งกีฬา (スポーツの秋)

เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่ว่า งานแข่งขันกีฬาสีตามโรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่มักจัดการแข่งขันขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง เพราะเป็นฤดูที่มีอากาศไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป จึงเหมาะแก่การเล่นกีฬาหรือจัดการแข่งขันกีฬา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องสภาพอากาศที่เอื้อต่อการออกกำลังกายเท่านั้นนะ ยังมีเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสำนวน “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งกีฬา” (スポーツの秋, Sport no Aki) อีกอยู่

นั่นก็คือ การจัดการแข่งขัน “Tokyo Olympic 1964” ในวันที่ 10 ตุลาคม ปี 1964 ที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้น ประเทศญี่ปุ่นได้ก่อตั้ง “วันกีฬา” (体育の日, Taiiku no hi) ขึ้นครั้งแรกในวันที่ 10 ตุลาคม ปี 1966 เพื่อเป็นการระลึกถึงวันครบรอบการจัดการแข่งขันโอลิมปิก แต่ในปี 2000 ก็มีการเปลี่ยนกำหนดวันกีฬาเป็น “ทุกวันจันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม” เนื่องจากมีกฎหมายจัดวัน “Happy Monday System” (ハッピーマンデー制度, Happy Monday Seido) เพื่อเพิ่มจำนวนวันหยุดราชการนั่นเอง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงวันกีฬาไปก็ตาม แต่เมื่อใดที่ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน ชาวญี่ปุ่นก็ยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพและการออกกำลังกายเสมอ

ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการอ่าน (読書の秋)

สำนวน “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการอ่าน” (読書の秋, Dokusho no Aki) มีที่มาจากโคลงกลอนที่เขียนโดยนักเขียนชาวจีน “ฮัน ยู” ที่ว่า “燈火 稍く親しむ可く” (Touka Youyaku Shitamubeku) ซึ่งมีความหมายว่า ค่ำคืนแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเย็นสบายนั้นช่างเหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือใต้แสงเทียน

แรกเริ่มเดิมทีบทกลอนดังกล่าวเขียนโดยมีจุดประสงค์เพื่อสอนให้ลูกชายเห็นถึงความสำคัญของการเล่าเรียนอ่านหนังสือ แต่บทกลอนนี้กลายเป็นที่แพร่หลายในญี่ปุ่น และทำให้หลาย ๆ คนมองเห็นถึงความสำคัญของการอ่านมากขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นนั้น ช่วงกลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวันเพราะดวงอาทิตย์ตกเร็ว แถมยังมีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป การใช้เวลาว่างโดยการนั่งอ่านหนังสือในฤดูใบไม้ร่วงจึงเป็นกิจกรรมยอดนิยมที่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะนึกถึง อีกทั้ง ในฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นจะมีอุณหภูมิราว 14-16 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ “สมองทำงานได้ดีที่สุด” จึงทำให้มีสมาธิในการอ่านหนังสือมากขึ้นด้วย

ฤดูใบไม้ร่วงแห่งศิลปะ (芸術の秋)

“ฤดูใบไม้ร่วงแห่งศิลปะ” (芸術の秋, Geijutsu no Aki) มีที่มาจาก “สภาพอากาศ” เช่นเดียวกับ “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งกีฬา” และ “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการอ่าน” โดยมีการอธิบายเพิ่มเติมว่า ในฤดูใบไม้ร่วงที่สภาพอากาศเย็นสบาย ผู้คนจะสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ง่ายและสะดวกขึ้นโดยไม่ต้องกังวลว่าอากาศจะร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไป ส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียดน้อยลง ทำให้สมองและหัวใจไม่ต้องแบกรับเรื่องเครียด ๆ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การชื่นชมผลงานศิลปะ

 

โดยสำนวน “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งศิลปะ” ( 芸術の秋) มีที่มาจากนิตยสารรายสัปดาห์ “Shincho” (新潮) ที่ตีพิมพ์หัวข้อเกี่ยวกับ “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งศิลปะ” เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1918 ทำให้สำนวนนี้เป็นที่พูดถึงและถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน        สล็อตเว็บตรง

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมในฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็แทบจะกลายเป็นศิลปะ เช่น ศิลปะจากการเปลี่ยนสีของต้นไม้ต่าง ๆ ศิลปะจากการตกแต่งเมนูอาหารตามฤดูกาล ไปจนถึงการตกแต่งเมืองด้วยไฟประดับเพื่อต้อนรับเทศกาลรื่นเริงในช่วงสิ้นปี โดยนอกจาก “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งศิลปะ” (芸術の秋) ก็ยังมีสำนวนอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะความบันเทิงอีก เช่น “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งศิลปะ” (美術の秋, Bijutsu no Aki) และ “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งดนตรี” (音楽の秋, Ongaku no Aki)

ในปัจจุบัน มีสำนวน “ฤดูใบไม้ร่วงแห่ง…” (〇〇の秋) เกิดขึ้นอีกมากมาย เช่น “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการนอนหลับ” (睡眠の秋, Suimin no Aki), “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งต้นไม้ผลัดใบ” (紅葉の秋 Kouyou no Aki), “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการทำงานอดิเรก” (趣味の秋 Shumi no Aki), “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการท่องเที่ยว” (行楽の秋 Kouraku no Aki) และ “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการแต่งตัวตามแฟชั่น” (ファッションの秋, Fashion no Aki) ฯลฯ โดยกิจกรรมแทบทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับ “สภาพอากาศ” ในฤดูใบไม้ร่วงทั้งสิ้น และเป็นฤดูกาลที่เราอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ลองไปเที่ยวดื่มด่ำบรรยากาศชิล ๆ ในญี่ปุ่นดูสักครั้งด้วย!

หรือจริงๆ แล้ว ตุ๊กตาไล่ฝนจะมีที่มาจากปีศาจ !?

ช่วงนี้ประเทศญี่ปุ่นได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว เด็กๆ ญี่ปุ่นหลายคนคงกำลังขะมักเขม้นกับการทำ “เทรุเทรุ โบซุ” หรือ “ตุ๊กตาไล่ฝน” กันอยู่แน่ๆ ชาวญี่ปุ่นมักนิยมแขวนตุ๊กตาตัวนี้ไว้ตามสถานที่ต่างๆ เพราะเชื่อว่าเป็นเครื่องรางที่จะช่วยทำให้สภาพอากาศแจ่มใส แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นแค่ตุ๊กตาหัวล้านธรรมดาๆ แต่ก็ถือว่าเป็นตุ๊กตาที่มีความน่ารักสำหรับคนไทยและคนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ดี กลับมีชาวญี่ปุ่นบางส่วนที่เชื่อว่าเบื้องหลังความน่ารักเช่นว่านี้อาจมีต้นกำเนิดมาจากปีศาจตามความเชื่อสมัยโบราณของชาวญี่ปุ่นก็ได้

ฮิโยริโบ ปีศาจผู้รักความแจ่มใส

ภาพปีศาจฮิโยริโบที่วาดโดย โทริยามะ เซคิเอน
ภาพปีศาจฮิโยริโบที่วาดโดย โทริยามะ เซคิเอน

ตามหนังสือรวมภาพวาดปีศาจ Konjaku Gazu Zoku Hyakki (今昔画図続百鬼) ของโทริยามะ เซคิเอน หนึ่งในจิตกรที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยเอโดะได้บันทึกไว้ว่า ฮิโยริโบเป็นปีศาจที่มีลักษณะหัวล้านคล้ายกับพระสงฆ์ เคยอาศัยอยู่ในป่าลึกของจังหวัดฮิตาจิโนะคุนิ (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของจังหวัดอิบารากิ) สามารถพบเห็นมันได้ในวันที่สภาพอากาศแจ่มใส แต่หากวันใดที่มีฝนตกลงมา มันจะซ่อนตัวอยู่ในป่าไม่ให้ใครพบเห็น นอกจากนี้เซคิเอนยังได้บันทึกไว้ว่า การทำตุ๊กตาพระสงฆ์ (ตุ๊กตาไล่ฝน) ของพวกผู้หญิงและเด็กๆ นั้น ก็เพื่อเป็นการบูชาดวงวิญญาณของฮิโยริโบนั่นเอง

ในยุคสมัยเอโดะจะมีการสวมชุดกิโมโนที่ทำจากกระดาษให้กับตุ๊กตาไล่ฝน พร้อมทั้งพันสายคาดเอวของชุดกิโมโนด้วยเชือกกระดาษที่เรียกว่าโคะโยริ จึงทำให้ตุ๊กตาไล่ฝนในยุคสมัยเอโดะมีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่าตุ๊กตาไล่ฝนที่เราเห็นกันในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ตามวรรณกรรมในช่วงปลายยุคสมัยเอโดะที่ชื่อว่าคิยูโชรันได้บันทึกไว้ว่า หากตุ๊กตาไล่ฝนช่วยดลบันดาลให้สภาพอากาศแจ่มใสแล้ว จะมีการวาดดวงตาที่บริเวณใบหน้าของตุ๊กตาไล่ฝน พร้อมทั้งถวายเหล้าเป็นของเซ่นไหว้อีกด้วย

ฮิเดริกามิ ปีศาจไล่ฝน

ภาพปีศาจฮิเดริกามิที่วาดโดย โทริยามะ เซคิเอน
ภาพปีศาจฮิเดริกามิที่วาดโดย โทริยามะ เซคิเอน

นอกจากปีศาจฮิโยริโบแล้ว ยังมีความเชื่อว่าตุ๊กตาไล่ฝนอาจมีที่มาจากปีศาจที่มีนามว่าฮิเดกามิ ซึ่งเป็นปีศาจที่มีหน้าตาคล้ายมนุษย์แต่มีร่างกายคล้ายกับสัตว์เดรัจฉาน มีมือและเท้าแค่อย่างละข้าง กล่าวกันว่า เมื่อใดที่ฮิเดกามิปรากฏตัวขึ้น เมื่อนั้นอากาศจะร้อนแห้งแล้ง และไม่มีฝนตกลงมาแม้แต่น้อย

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับความเชื่อเรื่องตุ๊กตาไล่ฝนที่ผมนำมาเสนอในวันนี้ ช่วงนี้ประเทศไทยเองก็เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว หากเพื่อนๆ ท่านใดมีกิจกรรมที่ต้องทำกลางแจ้ง แต่เกรงว่าฝนจะตกล่ะก็ ให้ลองทำตุ๊กตาไล่ฝน แล้วอธิษฐานถึงฮิโยริโบ หรือ ฮิเดริกามิ ดูนะครับ ไม่แน่ว่าปีศาจทั้งสองตนนี้อาจจะช่วยให้สภาพอากาศแจ่มใสตามคำอธิษฐานของเพื่อนๆ ก็เป็นได้    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

“กรณีเกาะคังฮวา” จุดเริ่มของการทำเกาหลีให้กลายเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะขอมานำเสนอเรื่องราวหนึ่งซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เกาหลี (ประเทศโชซอน) ต้องเปิดประเทศ (จากที่เคยปิดประเทศเสียจนฝรั่งเรียกว่า “ประเทศพระฤาษี”) และเป็นจุดเริ่มของการทำคาบสมุทรเกาหลีให้กลายเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น อันเป็นจุดเริ่มของความแค้นฝังหุ่นที่คนเกาหลีมีต่อญี่ปุ่นถึงทุกวันนี้นะครับ

การปะทะกันที่ปากแม่น้ำฮันกัง

กรณีเกาะคังฮวา (江華島事件) นั้นเป็นเหตุการณ์การปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีที่ปากแม่น้ำฮันกัง (ที่ไหลผ่านเมืองหลวงของเกาหลี) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 22 กันยายน พ.ศ. 2418 เรียกว่า “เหตุการณ์เกาะคังฮวา” เพราะจุดที่เกิดเหตุนั้นอยู่ใกล้เกาะ “เกาะคังฮวา” (江華島 คังฮวาโด) ฝ่ายญี่ปุ่นมีเรือรบหนึ่งลำและนาวิกโยธิน 22 นาย ในขณะที่เกาหลีมีปืนใหญ่ภาคพื้นดินและทหาร 500 นาย ผลคือฝ่ายญี่ปุ่นตาย 1 เจ็บ 1 ส่วนฝ่ายเกาหลีตาย 35 โดนจับเป็นเชลยอีก 16

เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การลงนาม “สนธิสัญญามิตรภาพญี่ปุ่น-เกาหลี” ซึ่งกลายเป็นการ “เปิดประเทศเกาหลี”

ทำไมถึงปะทะกัน?

ปี พ.ศ. 2411 เมื่อญี่ปุ่นจัดตั้งรัฐบาลเมจิซึ่งถือว่าเป็น “รัฐบาลสมัยใหม่” ญี่ปุ่นได้ส่งสาส์นไปยังโชซอนเพื่อประกาศการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และขอสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรัฐสมัยใหม่ แต่รัฐบาลโชซอนปฏิเสธไม่ยอมรับสาส์นดังกล่าว มีคำกล่าวอ้างว่าฝ่ายเกาหลีไม่ชอบใจที่ในสาส์นนั้นใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความเป็น “จักรพรรดิ”  เช่นคำว่า 皇 โค “จักรพรรดิ” และคำว่า โจะคุ 勅  “พระบรมราชโองการ” อันถือว่า “ทำตัวตีเสมอจักรพรรดิจีน”

ก่อนหน้านั้น ญี่ปุ่นและเกาหลีมีความสัมพันธ์ทางการทูตผ่านคนสกุลซง (宗) แห่งเกาะทสึชิมะ (対馬 ซึ่งเกาหลีเรียกว่าเกาะแดมา) แต่รัฐบาลเมจิถือว่า (เมื่อญี่ปุ่นเป็นประเทศสมัยใหม่ มีรัฐบาลสมัยใหม่แล้ว) ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีจะต้องเป็นกิจของกระทรวงการต่างประเทศ ปี พ.ศ. 2415 เลยหาเรื่องเปลี่ยนชื่อสำนักงานผู้พำนักชาวญี่ปุ่นในโชซอนประจำแคว้นสึชิมะ “โซเรียววาคัง” (草梁倭館) เป็น “ไดนิปปอนโคคัง” (大日本公館 สำนักราชการแห่งมหาญี่ปุ่น)

แน่นอนว่าฝ่ายเกาหลี (โชซอน) ไม่ถูกใจสิ่งนี้

เมื่อเห็นว่าความขัดแย้งกับเกาหลีเริ่มยากจะเจรจา กระแสสังคมญี่ปุ่นก็เริ่มไปทางที่เชียร์ให้ “บุกเกาหลีเลย” อย่างที่เรียกว่า “เซย์คันรอน” (征韓論 แนวคิดบุกเกาหลี) โดยอ้างโยงเข้าหาเรื่องโบราณว่า ใน “โคจิกิ” และ “นิฮงโชกิ” มีเขียนถึงการที่ว่าญี่ปุ่นโบราณมีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี (เหมือนกับในยุคหนึ่งที่มีการปลุกใจเรื่องที่ว่าเมืองจำปาศักดิ์ของลาวเคยเป็นของไทยมาก่อน—ผู้เขียน) อย่างไรก็ดี ไซโก ทาคาโมริ กลับเห็นว่าการเข้าไปเกาหลีในฐานะทูต (โดยนายไซโกจะไปด้วยตัวเอง) เพื่อโน้มน้าวให้เกาหลีเปิดประเทศนั้นน่าจะดีกว่าการส่งทหารไปบุก แต่บรรดาชาวคณะในรัฐบาลเมจิทั้ง อิวาคุระ โทโมมิ โอคุโบ โทชิมิจิ คิโด ทาคาโยชิ อิโต ฮิโรบุมิ นั้นพากันคัดค้าน โดยบอกว่าหากไซโกไปเกาหลีแล้วอาจโดนแดวอนกุน (大院君 “สมเด็จพระบรมราชชนก” ในที่นี้หมายถึงแดวอนกุนฮึงซอน พระราชบิดาของพระเจ้าโกจง) ฆ่าเอาได้ (เพราะพวกเกาหลีคงไม่ฟังคำโน้มน้าว) และถ้าโดนปฏิเสธก็คงต้องรบกัน แล้วถ้ารบกัน จักรวรรดิต้าชิง (จีน) กับรัสเซียอาจเข้ามาแทรกแซง ซึ่งจะทำให้สิ่งต่างๆ ยุ่งยากหนักขึ้น สุดท้ายจักรพรรดิเมจิทรงให้เลื่อนการไปเกาหลีของไซโก “อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ไซโกถึงกับตบเท้าลาออกจากรัฐบาลเมจิเลยทีเดียว

เมื่อลุถึงปี พ.ศ. 2418 ได้มีการจัดให้มีเจรจาระหว่างรัฐบาลของญี่ปุ่นกับเกาหลีที่ปูซาน แต่การเจรจาก็มาถึงทางตัน คือต่างฝ่ายต่างตกลงกันไม่ให้ เพื่อให้การเจรจาคืบหน้า (เสียที) ญี่ปุ่นเลยส่งเรือรบ “อุนโย” (雲揚) กับ “ไดนิเทย์โบ” (第二丁卯) มาเทียบท่าที่ปูซาน เพื่อมา “ซ้อมยิง” ข่มขวัญโชว์แสนยานุภาพ แต่ก็ยังเจรจากันไม่ได้เสียที

หลังจากนั้น เรือรบอุนโยก็ได้มุ่งขึ้นเหนือเพื่อไปสำรวจเส้นทางเดินเรือของจักรวรรดิต้าชิง ระหว่างทาง พวกเขาจอดทอดสมออยู่ใกล้เกาะวอลมิโด (月尾島) ใกล้กรุงฮันซอง (漢城 ปัจจุบันคือกรุงโซล) พอจะลงเรือบดแล้วแล่นเรือบดไปใกล้เกาะคังฮวาก็โดนฝ่ายเกาหลียิงใส่เลย เหตุเกิดขึ้น ณ วันที่ 20 กันยายน ฝ่ายเกาหลีอ้างว่าที่ยิงใส่เพราะว่าเรืออุนโยไม่ได้ชักธงญี่ปุ่น (คือเรือลำไหนไม่ชักธงญี่ปุ่น หรือธงต้าชิง เกาหลีจะยิง) แต่ฝ่ายญี่ปุ่นก็อ้างว่าเกาหลียิงใส่ทั้งๆ ที่เรืออุนโยชักธงญี่ปุ่นแล้ว

 

ไม่ว่าฝ่ายไหนจะอ้างอย่างไร เหตุการณ์ดังกล่าวก็นำไปสู่การลงนาม “สนธิสัญญามิตรภาพญี่ปุ่น-เกาหลี” (日朝修好条規) จนได้ ซึ่งเนื้อหาของสัญญานั้นเหมือนจะดูดีตรงที่ระบุว่า เกาหลีเป็นประเทศเอกราชที่มีอธิปไตยของตนเอง มิใช่เมืองขึ้นของจักรวรรดิต้าชิงอีกต่อไป แต่ที่จริงแล้ว เกาหลีต้องเจอกับ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ของญี่ปุ่นในเรื่องอำนาจศาลพิจารณาคดี และเรื่องความเสียเปรียบเรื่องศุลกากร (ทำนองเดียวกับสนธิสัญญาบาวริ่งของไทยกับอังกฤษ—ผู้เขียน)

อย่างไรก็ดี นี่คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในโอกาสต่อไปผู้เขียนจะขอนำเสนอเรื่องราวของความพยายามของเกาหลีในการดิ้นรนจะเป็น “ประเทศสมัยใหม่” โดยมีจักรพรรดินีเมียงซองเป็นแกนนำหลังจากที่แดวอนกุนสิ้นอำนาจไปแล้ว และเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับฝ่ายญี่ปุ่นอันนำไปสู่การกลายเป็นอาณานิคมญี่ปุ่นของเกาหลีในคราวหน้านะครับ      สล็อตเว็บตรง

เริ่มทานจากหัวเป็นคนแบบไหน ?? มาทายนิสัยจากวิธีการทานไทยากิกันเถอะ !

ถ้าพูดถึงไทยากิ คงจะไม่มีใครไม่รู้จักใช่ไหมคะ เพราะถือเป็นขนมทานเล่นขึ้นชื่อของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ แป้งพิมพ์รูปปลาที่มีไส้ให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นถั่วแดง ชาเขียว หรือคัสตาร์ด ในไทยเองก็มีร้านที่ขายไทยากิอยู่เหมือนกัน หาทานได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ แต่หลังจากที่ทุกคนซื้อมาแล้ว ทุกคนเริ่มทานจากส่วนไหนก่อนเอ่ย ? ส่วนที่เราเริ่มทานก่อนเป็นอันดับแรกสามารถบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของเราได้ด้วยนะคะ

ทายนิสัยจากอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มที่ชอบ ก็เห็นมาเยอะแล้ว เรามาลองทายนิสัยจากวิธีการทานไทยากิกันบ้างดีกว่า

เริ่มทานจากหัวปลา

  • เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี
  • ถึงแม้จะมีเรื่องผิดพลาดหรือล้มเหลว ก็ไม่กังวลใด ๆ
  • มีความดื้อรั้น หัวแข็ง เป็นพวกไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ
  • โกรธง่ายหายเร็ว

เริ่มทานจากหางปลา

  • เป็นคนมีสไตล์ และโรแมนติค
  • มีความรอบคอบ ระมัดระวัง
  • บางครั้งก็ความรู้สึกช้า เวลามีคนมาชอบจะไม่ค่อยรู้ตัว และมักจะผิดหวังจากการแอบรักข้างเดียว

เริ่มทานจากครีบหลังปลา

  • เป็นคนขี้กังวล คิดมาก เครียดง่าย แถมยังขี้อ้อน
  • รักความสันโดษ แต่พอตัดสินใจจะอยู่คนเดียวก็เกิดเหงาขึ้นมา
  • เป็นคนที่ไวต่อความรู้สึก มีความเซนท์ซิทีฟ เจ้าน้ำตา ร้องไห้เก่ง

เริ่มทานจากท้องปลา

  • เป็นคนแมน ๆ มีความกระตือรือร้น
  • มีจิตใจที่เปิดกว้าง จึงเก็บความลับไม่ค่อยอยู่
  • เป็นที่รักของคนรอบข้าง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
  • เมื่อมีคนขอร้องให้ช่วยก็ไม่ปฏิเสธ ทำให้ตนเองเสียเปรียบในบางครั้ง

หักแบ่งครึ่ง แล้วเริ่มทานจากหัวปลา

  • เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ พูดจริงทำจริง
  • มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง พึ่งพาได้ แต่ก็มีบางมุมที่ขี้บ่นและช่างจับผิด

หักแบ่งครึ่ง แล้วเริ่มทานจากหางปลา

  • เป็นคนที่มีความรอบคอบ ระมัดระวัง
  • กิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย
  • ต้องการที่จะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเองแต่ก็ไม่กล้าพอ      สล็อตเว็บตรง

เป็นไงกันบ้างคะ ตรงกับนิสัยของตัวเองกันไหมเอ่ย ? นอกจากส่วนต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว มีใครเริ่มทานจากส่วนอื่น ๆ อีกบ้างไหมคะ ? ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าวิธีการทาน ก็สามารถบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยได้ด้วย ดูไปดูมาก็เริ่มอยากทานไทยากิขึ้นมาบ้างแล้วล่ะค่ะ ถ้ามีวิธีการทานของอาหารชนิดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เราจะนำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกันอีกนะคะ เจอกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ ^^

พาไปชิมสตรีทฟู้ดท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุคที่ตลาดเก่าแก่ของโอกินาว่า

มาเที่ยวโอกินาว่าทั้งที หากไม่ลองมาชิมอาหารประจำถิ่น บอกได้เลยว่ายังมาไม่ถึง วันนี้ ANNGLE จะพาทุกท่านไปชิมสตรีทฟู้ดของจังหวัดโอกินาว่า ที่ตลาดซากาเอะโจ (栄町) ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเก่าแก่ตั้งแต่ยุคโชวะ เป็นแหล่งรวมร้านอาหารอร่อย ๆ ราคาไม่แพงไว้มากมาย หากมาที่นี่นอกจากจะได้ชิมอาหารอร่อย ๆ ยังได้ได้ซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ รับประกันได้เลยว่า สตรีทฟู้ดของที่นี่มีความพิเศษต่างจากที่อื่นในญี่ปุ่นอย่างแน่นอน จะมีของอร่อยอะไรน่าตามไปชิมบ้างนั้น ตามไปดูกันเลยค่า

1. เกี๊ยวซ่าโฮมเมดสไตล์โอกินาว่า (手作り餃子)

 

Benri-ya (べんり屋) เป็นร้านหนึ่งร้านดังของตลาดซากาเอะโจ เปิดมายาวนานกว่า 50 ปี ในทุก ๆ วัน จะมีลูกค้าทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติมารอต่อคิวยาวเพื่อจะได้ลองชิมเกี๊ยวซ่าโฮมเมดของที่นี่ นอกจากนี้ยังมีอีกเมนูคือ เสี่ยวหลงเปา ลูกกลม ๆ โต ๆ ซึ่งเจ้าของร้านแอบกระซิบมาว่า ต้องทานคู่กับเบียร์ รสชาติจะอร่อยเวอร์เหมือนเกิดมาคู่กันเลยทีเดียวค่ะ

พิกัดร้าน Benri-ya (べんり屋)
379-2 Asato, Naha, Okinawa

2. โซเม็งจัมปุรุ (そーめんチャンプルー)

 

โซเม็งจัมปุรุ เป็นอาหารดั้งเดิมของโอกินาว่า คำว่า “จัมปุรุ” เป็นภาษาท้องถิ่นแปลว่า ผสมรวมกัน ซึ่งเมนูนี้ได้นำเอาเส้นโซเม็ง เต้าหู้ เนื้อสัตว์ รวมถึงผักต่าง ๆ มายำรวมกัน แล้วปรุงรสจนได้รสชาติที่อร่อย แม้จะหาทานได้ทั่วไปในโอกินาว่า แต่หากได้มาเยือนตลาดซากาเอะโจละก็ อย่าลืมแวะไปชิมที่ร้าน Mura Asobi (村遊び) เพราะว่าร้านนี้เสิร์ฟ โซเม็งจัมปุรุอร่อย ๆ และมีเมนูอื่น ๆ ด้วยนะคะ หากใครอยากแวะไปลองชิม จะแปะพิกัดให้ด้านล่างค่ะ

พิกัดร้าน Mura Asobi (村遊び)
379 Asato, Naha, Okinawa

3. เนื้อแกะดิบ (山羊刺し)

ชาวโอกินาว่านิยมบริโภคเนื้อแกะมาตั้งแต่อดีต ถึงเนื้อแกะจะเป็นเนื้อที่มีกลิ่นแรง แต่หากได้ลองอาจจะติดใจ สำหรับที่ตลาดซากาเอะโจแห่งนี้ ขอแนะนำร้าน Misaki (美咲) เจ้าเก่าเจ้าดัง ที่เสิร์ฟเมนูเนื้อแกะมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี ที่นี่ใช้เนื้อแกะตัวเมียที่สดใหม่ ไร้กลิ่นคาว พร้อมรับประกันฝีมือและความอร่อยในรสชาติค่ะ

พิกัดร้าน Misaki (美咲)
388-6  Asato, Naha, Okinawa

4. โอกินาว่าโซบะ (沖縄そば)

ถ้าพูดถึง โอกินาว่าโซบะ เจ้าดังแห่งตลาดซากาเอะโจ ต้องเป็นร้าน Sakaecho bottleneck (栄町ボタルネック) เพราะโอกินาว่าโซบะของที่นี่ทำเองตั้งแต่ซุปไปจนถึงเส้นโซบะที่นวดเอง จึงทำให้ลูกค้าหลายคนติดใจ แวะเวียนมาชิมอย่างไม่ขาดสาย

พิกัดร้าน Sakaecho bottleneck (栄町ボタルネック)
379 Asato, Naha, Okinawa

5. โดรุเท็น (どぅる天)

 

 

เสร็จจากของคาว เรามาต่อด้วยเมนูของหวานกันดีกว่า “โดรุเท็น” มีอีกชื่อคือ “โดรุวากาชิ” อาจจะเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูนัก เพราะเป็นขนมที่มีเฉพาะที่จังหวัดโอกินาว่า ทำจาก “มิซึอิโมะ” ปั้นให้เป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำไปทอดจนกรอบนอกนุ่มใน

พิกัดร้าน Urizun (うりずん)
388-5 Asato, Naha, Okinawa

โอกินาว่าอาจจะดูไม่เป็นญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ แต่ที่นี่ก็เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์หลากหลายชวนให้เราไปสัมผัส โดยเฉพาะในด้านอาหารการกิน ยังมีของอร่อยหลายอย่างที่รอให้เราได้ไปลองชิม นอกจากนี้อาหารของที่นี่ยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย หากใครอยากลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นในแบบที่แปลกออกไป ให้ลองมาที่นี่สักครั้ง คุณอาจจะหลงรักอาหารของที่นี่ก็เป็นได้    สล็อตเว็บตรง

Newer posts »

© 2022 offshoredrive.com

Theme by Anders NorenUp ↑