ผู้เขียน: Bobbie Lopez (Page 1 of 2)

ลิ้นจี่กับประโยชน์ด้านความงามในมุมมองของคนญี่ปุ่น

เข้าเดือนมิถุนายนเป็นฤดูกาลแห่งลิ้นจี่ผลไม้อร่อยชื่นใจของคนไทย ในญี่ปุ่นก็มีลิ้นจี่ขาย โดยมีทั้งลิ้นจี่ที่นำเข้ามาจากจีน อินโดนีเซีย และไต้หวัน และลิ้นจี่ที่ปลูกได้เล็กน้อยจากจังหวัดทางตอนใต้ของญี่ปุ่นได้แก่ โอกินาว่า คาโกะชิมะ และมิยาซากิ คนญี่ปุ่นจัดให้ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อความงาม มารู้ประโยชน์ของลิ้นจี่ต่อความงามในมุมมองคนญี่ปุ่นกันนะคะ

ประโยชน์ของลิ้นจี่ต่อความงาม

ความนิยมรับประทานลิ้นจี่เพื่อความงามของคนญี่ปุ่นนั้นมิใช่เพราะรสชาติที่อร่อยเพียงอย่างเดียว เพราะลิ้นจี่เป็นผลไม้โปรดของหยางกุ้ยเฟย (Yang Guifei) หนึ่งในสี่หญิงงามในประวัติศาสตร์จีนผู้ได้รับการเปรียบเปรยว่า มวลผกาละอายนาง โดยลิ้นจี่มีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อความงามดังนี้

กรดโฟลิก

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีกรดโฟลิกสูง โดยลิ้นจี่ 100 กรัมมีกรดโฟลิก 100 ไมโครกรัม โดยกรดโฟลิกนั้นมีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ซึ่งเหมาะสำหรับหญิงมีครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตร

โพลีฟีนอล

ในผลลิ้นจี่อุดมไปด้วยโพลีฟีนอล ได้แก่ ลิวโคไซยานิดิน (Leucocyanidin) และแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยชะลอการแก่ก่อนวัย

โพแทสเซียม

ลิ้นจี่ 100 กรัมมีโพแทสเซียมถึง 170 ไมโครกรัม ซึ่งมีบททาทสำคัญในการป้องกันความเหนื่อยล้า ความดันโลหิตสูง และขจัดน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย รวมถึงช่วยลดการบวมน้ำของร่างกาย

วิตามินซี

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแรงของผิวพรรณและช่วยป้องกันการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำบนใบหน้า

วิตามินบี 2

 

วิตามินบี 2 มีบทบาทสำคัญในการบำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา และช่วยป้องกันและรักษาแผลร้อนในที่ปาก เป็นต้น

ปริมาณการรับประทานลิ้นจี่ให้มีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านความงาม

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานในปริมาณมากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการร้อนในและตัวร้อนคล้ายมีไข้ได้ ปริมาณที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานลิเนจี่เพื่อให้ได้ประโยชน์ในด้านความงามและทำให้สบายตัวคือวันละไม่เกิน 5 ผล โดยอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้เล็กน้อยขึ้นกับแต่ละบุคคล ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วคนญี่ปุ่นนิยมนำลิ้นจี่มารับประทานทั้งแบบสด ทำเป็นน้ำปั่น เยลลี่ และเชอร์เบท เป็นต้น

เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวยทั้งภายในและภายนอก เห็นอะไรที่มีประโยชน์ต่อความงามก็ต้องคว้าไว้ก่อนค่ะ คนไทยโชคดีที่ได้รับประทานลิ้นจี่สดอร่อย และราคาถูก คนญี่ปุ่นต้องรอนำเข้ามาจากต่างประเทศและส่วนใหญ่จะได้รู้รสชาติของลิ้นจี่จากผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหาร เช่น ไอศกรีม เจลลี่ และน้ำผลไม้ ได้รู้ประโยชน์ด้านความงามของลิ้นจี่แล้วก็อย่ามองข้ามลิ้นจี่ไปนะคะ

สล็อตเว็บตรง

รีวิวการเรียนขับรถในญี่ปุ่น ตอนที่ 1 : การสมัครเรียน

หากใครเคยมาเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมักจะรู้สึกเหมือนกันว่า ที่นี่มีระเบียบวินัยการจราจรที่ดีมาก และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการเรียนและการสอบที่เข้มข้นกว่าจะได้ใบขับขี่ กอปรกับกฎหมายที่มีการบทลงโทษอย่างจริงจังด้วยค่ะ

ตลอดชีวิตของผู้เขียนไม่เคยขับรถเลย พึ่งพาคมนาคมสาธารณะมาโดยตลอด ไม่ว่าจะฝนตกแดดจะออก แต่เผอิญว่าตั้งแต่ปีที่แล้วได้มีโอกาสย้ายมาอยู่ที่จังหวัดฮอกไกโด ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟนั้นไม่สะดวกเหมือนอยู่ในเมือง ประกอบกับช่วงนี้ติดโควิด ทำให้งานการของผู้เขียนที่เกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เลยใช้เวลาอยู่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วหละที่จะต้องไปเรียนขับรถ

ทุกครั้งที่ผู้เขียนบ่นถึงความยากของการเรียนที่นี่ เพื่อนๆ ก็มักจะถามว่าทำไมต้องไปเรียน แพงก็แพง ทำไมไม่เอาใบขับขี่ไทยมาสอบเทียบ? คำตอบก็คือ ผู้เขียนขับรถไม่เป็นค่ะ ตอนอยู่ไทยก็เลยไม่มีใบขับขี่ หากจะกลับไปสอบที่ไทย หลังได้ใบขับขี่ก็ต้องอยู่ไทยนานเกิน 3 เดือนอีก ซึ่งก็พิจารณาแล้วว่าไม่สามารถกลับไปนานขนาดนั้นได้ ไหนๆ ก็ต้องอยู่นานแล้ว ไปสอบใบขับขี่ของญี่ปุ่นเลยแล้วกัน! แต่…ญี่ปุ่นก็ไม่อนุญาตให้คนที่ไม่มีใบขับขี่ฝึกขับรถเอง เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการทำตามกฎ เราจึงต้องกัดฟันไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถในญี่ปุ่นที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าแพงแสนแพง

นอกจากอุปสรรคด้านการเงินแล้ว อุปสรรคที่สองก็คือกำแพงภาษาค่ะ จากที่เคยดูรีวิวจากพี่ๆ คนไทย ก็สบายใจว่ามีภาษาไทยให้เลือกสอบด้วย แต่จริงๆ แล้ว มีแค่ศูนย์สอบใหญ่ๆ เช่น ในโตเกียว โอซาก้า นาโงย่า ชิบะ ไซตามะ หรือที่ที่คนไทยอยู่เยอะๆ อย่างอิบารากิเท่านั้น

ที่นี้พอถามถึงภาษาอื่นบ้าง ในแต่ละจังหวัดนั้นมักมีภาษาต่างประเทศที่เป็นสแตนดาร์ดให้เลือกสอบได้ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาเกาหลีค่ะ แต่ผู้เขียนอยู่ที่ฮอกไกโด ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่มาก ศูนย์สอบที่สามารถสอบเป็นภาษาต่างประเทศได้นั้นอยู่ที่ซัปโปโรซึ่งต้องนั่งรถไฟไป-กลับ จากบ้าน 8 ชั่วโมง ซึ่งคิดแล้วว่าไม่ไหว ดังนั้น ตัวเลือกสุดท้ายของเราคือ ต้องเรียนและสอบเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ

การสมัครและค่าเล่าเรียน

ผู้เขียน walk-in ไปสมัครที่โรงเรียนสอนขับรถใกล้บ้าน แต่ทางโรงเรียนก็แนะนำมาว่าให้เราไปหยิบสมัครจากที่อื่นมาเขียนดีกว่า เพราะว่าใบสมัครที่โรงเรียนเอาไปวางไว้ตามที่ต่างๆ จะมีแสตมป์ส่วนลดปั๊มเอาไว้ค่ะ ลดไปประมาณ 10,000 เยน ก็เกือบๆ 3 พันบาท จากค่าเรียนทั้งหมดเกือบ 300,000 เยน หรือราวๆ 100,000 บาท เลยทีเดียว เลยต้องยอมเดินไปหยิบจากร้านอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนเอาไปวางไว้

นอกจากใบสมัครแล้ว ยังต้องเตรียมหลักฐานอื่นๆ ด้วยค่ะ เช่น ทะเบียนบ้านในญี่ปุ่น ไซริวการ์ด (บัตรต่างด้าว) รูปถ่าย 3×2.4 นิ้ว จำนวน 4 ใบ และเงินค่าเรียน ซึ่งค่าเรียนสามารถจ่ายได้ 2 แบบ คือแบบเงินสดและแบบผ่อนชำระโดยการทำสัญญากับโรงเรียนค่ะ ซึ่งผู้เขียนเลือกจ่ายเงินสด

วันถัดมา โรงเรียนนัดให้มาแต่เช้าตั้งแต่ 8:30 เลยค่ะ เพราะว่าเป็นเวลาปฐมนิเทศน์สำหรับนักเรียนใหม่ มีอาทิตย์ละ 3 วันนะคะ ถ้าไม่สะดวกวันนี้ มาวันอื่นก็ได้ค่ะ แต่ต้องมาตั้งแต่ 8:30 เพราะว่าต้องมาวัดสายตา ถ่ายรูป (กรณีไม่เอารูปถ่ายมาเอง มีค่าธรรมเนียมการถ่ายรูป 800 เยน) จ่ายค่าเรียน และรับหนังสือเรียน (ฟรี)

ตอนที่กำลังตรวจสอบเอกสารอยู่บังเอิญเจอเจ้าหน้าที่ที่เคยสอบถามข้อมูล และเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเค้าเป็นคุณครูค่ะ ซึ่งคุณครูบอกว่าจะ 紹介(โชไก) ให้ หรือแนะนำให้นั่นเอง ผู้เขียนก็เพิ่งรู้ว่า ถ้ามีคุณครูโชไกให้ เราจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีกเกือบ 20,000 เยน รวมๆ แล้ววันนั้น จ่ายไปประมาณ 28x,xxx เยน ค่ะ ซึ่งการโชไกนี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่ได้ส่วนลดค่าเล่าเรียน แต่ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไปนะคะ

ตรวจวัดสายตา

นักเรียนทุกคนก่อนเข้าเรียนต้องทำการตรวจวัดสายตา ไม่ใช่แค่แว่นตาเท่านั้นนะคะ ตรวจละเอียดถึงคอนเทคเลนส์ ดังนั้นใครที่ใส่แว่นสลับกับคอนแทคเลนส์ต้องแจ้งโรงเรียนด้วยค่ะ เพราะข้อมูลเหล่านี้สำคัญสำหรับคุณครู และสำคัญในการออกใบขับขี่เมื่อสอบผ่านค่ะ

ส่วนตัวผู้เขียนนั้นสายตาไม่สั้นมาก ตอนวัดสายตาจึงไม่ได้ใส่แว่นและคอนเทคเลนส์ ทีนี้วันนึงพอไปเรียนขับรถแล้วใส่แว่น คุณครูไม่ให้ใส่ค่ะ เราต้องเรียนตามค่าสายตาที่เราได้วัดไว้ คุณครูก็ถามว่า ไม่ใส่แล้วขับรถมองเห็นมั้ย? ถ้าไม่เห็นต้องออกจากสนามซ้อมขับไปวัดสายตาใหม่ค่ะ ซึ่งนอกจากวัดสายตาสั้น สายตายาวแล้ว ก็ทำการตรวจเช็คตาบอดสีด้วยค่ะ

การวัดค่าสายตาที่ไทยจะให้อ่านตัวเลขใช่มั้ยคะ? แต่ที่ญี่ปุ่นจะให้อ่านวงกลมค่ะ ว่าวงกลมที่เราเห็นนั้น แหว่งด้านบน ด้านซ้าย ด้านขวา หรือด้านล่าง

สอบ Safety Test


การสอบ Safety Test เป็นการสอบวัดระดับก่อนเข้าเรียนของโรงเรียนสอนขับรถค่ะ เป็นข้อสอบที่วัดสภาพจิตใจและภาวะการตัดสินใจของคนขับรถ ซึ่งผู้เขียนสอบได้คะแนนต่ำมากๆ ค่ะ ไม่รู้เป็นเพราะภาวะการตัดสินใจต่ำหรืออ่านข้อสอบไม่ทันกันแน่ แต่ข้อสอบเป็นแบบอ่านง่ายมากค่ะ เพราะว่ามีตัวอักษรฮิรางานะกำกับคำอ่านคันจิให้ทุกตัว ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า ผู้เข้าสอบบางคนก็ยังเป็นน้องๆ มัธยมที่อ่านคำยากๆ ไม่ได้ค่ะ ซึ่งตรงนี้มันดีกับคนต่างชาติที่มักมีปัญหากับการอ่านตัวอักษรคันจิแบบบเรามาก ข้อสอบมีทั้งหมด 8 พาร์ท จะขอรีวิว แค่พาร์ทที่ผู้เขียนจำได้นะคะ

Part 1: คล้ายๆ ข้อสอบตรรกะค่ะ มีรูปเลขาคณิต หรือแถบสีต่างๆ เต็มไปหมด มีรูปตัวอย่าง 1 รูป และมีตัวเลือก 4 ตัวเลือกให้เราเลือกตอบว่ารูปทั้ง4 มีความเหมือนกับรูปตัวอย่างหรือไม่ ช้อยส์ที่ให้ไปถ้านำไปประกอบกับรูปตัวอย่างจะเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้มั้ย ซึ่งโจทย์มีประมาณ 10 ข้อ แต่ให้เวลาคิดแค่ 10 วินาที ไม่จำเป็นต้องทำทุกข้อค่ะ ทันแค่ไหนก็แค่นั้น หมดเวลาแล้วต้องวางปากกา

Part 2: พาร์ทนี้ง่ายค่ะ ให้เขียนตัว A ในช่องว่าง ซึ่งช่องว่างแต่ละช่องก็จะมีทั้งช่องเล็กช่องใหญ่ ต้องเขียนตัว A ให้เต็มช่อง และที่สำคัญต้องเขียนแบบตั้งใจ เขียนให้สวยด้วย ตัวที่เขียนเขี่ยๆ ไม่นับคะแนน  ให้เวลา 10 วินาที

Part 3: ให้ตอบรูปเงาที่ถ่ายจากกล้องอินฟาเรดค่ะ ว่าเป็นรูปอะไร ยากมากค่ะอันนี้ คือมันเบลอจนดูไม่ออกว่าเป็นคนหรือสัตว์ ให้เวลา 20 วินาที ตอบให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่จำเป็นต้องตอบทุกข้อ

 

Part 4: ให้เลือกรูปที่ชอบกับไม่ชอบค่ะ มีตัวเลือกให้เลือก 4 ตัวเลือก แต่ละข้อก็มีรูปที่แตกต่างกันค่ะ เช่น ข้อที่เป็นรูปดอกไม้ก็จะมีทั้งแบบกลีบกลม กลีบแฉก กลีบรูปหัวใจ ตรงนี้ไม่จับเวลาค่ะ แต่ต้องทำทุกข้อ

Part 8: ตอบคำถามแนวจิตวิทยา YES or NO หรือ Not sure เช่น คิดว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัวมั้ย คนรอบข้างบอกว่าคุณเป็นคนน่ารัก เวลาโกรธจะไม่แสดงออกทางสีหน้า พาร์ทนี้สำหรับผู้เขียนยากตรงที่มันเป็นโจทย์ที่ต้องอ่านค่ะ ไม่ใช่ดูรูปภาพเหมือนพาร์ทก่อนๆ ซึ่งการอ่านช้าก็พลอยทำให้ทำไม่ทัน แต่พาร์ทนี้ยังให้ก็ต้องทำให้ได้ทุกข้อค่ะ คุณครูก็เลยทดเวลาให้อ่านต่อ

Part B: พาร์ทนี้ถามเรื่องภาวะการตัดสินใจทั้งในฐานะคนขับและในฐานะที่เป็นผู้โดยสารสลับกันไป เช่น ดึกแล้ว ไม่มีรถวิ่งซักคัน แต่ว่าสัญญาณข้ามถนนยังเป็นไฟแดงอยู่ คุณจะข้ามมั้ย?

หลังจากทำข้อสอบชุดนี้เสร็จ คุณครูจะขานลำดับชื่อแต่ละคนไปเรียนวิธีฝึกขับรถกับรถจำลองค่ะ คล้ายๆ เกมแข่งรถที่จะมีเบาะนั่งและมีจอเสมือนจริงอยู่ หลังจากเสร็จขั้นตอนนี้แล้วก็ออกไปรับผลสอบค่ะ ซึ่งผลสอบของผู้เขียนนั้นภาวะตัดสินใจค่อนข้างออกมาแย่มากๆ ค่ะ ไม่สามารถตัดสินใจในระยะเวลาที่จำกัดได้ ส่วนภาวะจิตใจนั้นได้ A ค่ะ คือไม่ใช่คนขี้ตกใจอะไรประมาณนี้

ผลการทดสอบนี้จะบอกถึงข้อเสียของเราที่มีผลต่อการควบคุมรถ และเราต้องระวังตรงไหนเป็นพิเศษ ผลสอบเหล่านี้จะแปะอยู่ในสมุดประจำตัวนักเรียนของเราไปตลอดจนกว่าจะจบด้วยค่ะ เพราะคุณครูที่นั่งคู่กับเราตอนขับรถจริงจำเป็นต้องดูว่าเรามีภาวะตัดสินใจแบบไหน คุณครูจะได้ระวังถูกค่ะ

แม้ผลการทดสอบจะออกมาไม่ดีอย่างใจคิด แต่ก็ห้ามทิ้งผลสอบเด็ดขาด เพราะว่าหลังจากเรียนจบ ก่อนไปสอบใบขับขี่จริง เราต้องเอาผลสอบนี้ไปให้ตำรวจดูตอนสอบใบขับขี่ แถมยังต้องพกไว้ในรถตลอด 1 ปีแรกที่ได้ใบขับขี่ด้วยค่ะ หากเกิดอุบัติเหตุภายในปีแรกที่ได้ใบขับขี่ ตำรวจจะขอเรียกดูผลสอบนี้เพื่อดูสภาวะจิตใจและการตัดสินใจของเราประกอบด้วย

และนี่ก็คือสิ่งที่ผู้เขียนพบเจอในการสมัครสอบและวัดผลก่อนเข้าเรียนขับรถในโรงเรียนสอนขับรถของญี่ปุ่น เดี๋ยวตอนถัดไปผู้เขียนจะมารีวิวการเรียนในห้องเรียนแบบละเอียดบทต่อบท ไว้เป็นความรู้สำหรับคนไทยที่ต้องไปสอบในศูนย์สอบที่ไม่มีภาษาอื่นให้เลือกเหมือนผู้เขียนนะคะ

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

“จัง” หรือ “ซัง” คำลงท้ายชื่อนั้นสำคัญไฉน

สื่อสารดี มีชัย แต่ถ้าสื่อสารผิด หรือไม่เหมาะสม ก็เหมือนคนพูดสะดุดล้มเพราะเตะขาตัวเอง

คุณคาโอริ โชจิ นักเขียนบทความใน Japan Times เขียนถึงเพื่อนหญิงของเธอคนหนึ่งที่บังเอิญเจอกับอดีตสามีที่หย่าขาดกันไป โดยที่เพื่อนคนนี้ตั้งข้อสังเกตว่า เธอรู้สึกแปลกใจที่สามีเรียกชื่อเธอโดยใส่คำว่า “ซัง” ต่อท้ายมาด้วย ทั้งที่คำว่า “ซัง” โดยทั่วไปเป็นคำที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกบุคคลเพื่อแสดงการให้เกียรติ เทียบกับภาษาไทยก็คล้ายกับการใช้คำว่า “คุณ” นำหน้าชื่อ

เรื่องนี้สะท้อนถึงวิธีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อสถานการณ์และสถานะของบุคคลเปลี่ยนไป และวันเวลาที่ล่วงเลยไป แม้จะเป็นสามีภรรยาคู่เดิม แต่แน่นอนว่าทุกสิ่งย่อมต่างไปจากเดิม

สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว ดูเหมือนว่ายิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งให้ความสำคัญกับการเลือกใช้คำเพื่อให้เกียรติกันมากเท่านั้น อย่างในโรงเรียนอนุบาล เด็กๆ จะถูกเรียกชื่อเล่นและต่อท้ายด้วยคำว่า “จัง” แต่พอเลื่อนชั้นขึ้นไปเป็นนักเรียนประถม เวลาเซนเซหรือครูเรียกชื่อ คราวนี้จะใช้คำต่อท้ายชื่อนามสกุลเด็กคนนั้นว่า “ซัง” แทน

และเมื่อเด็กๆ ได้เรียนรู้เช่นนี้แล้ว เขาก็จะนำหลักการนี้ไปใช้กับคนสนิทของเขาต่อไป (กรณีของเด็กชายยังมีการต่อท้ายชื่อว่า “คุง” อีกด้วย เป็นคำที่ให้ความรู้สึกของ “นายทหารตัวน้อย”)

รูปแบบการใช้คำเหล่านี้เป็นไปตามระบบการศึกษาในโรงเรียน แต่ในครอบครัวหรือกลุ่มคนสนิทแล้ว การใช้คำว่า “จัง” กับเด็กหญิงที่โตเป็นสาวแล้วก็ไม่ผิด อย่างที่คุณคาโอริบอกว่าเธอก็ยังเป็น “คาโอริจัง” ของคุณยายคนหนึ่งของเธออยู่เลย แล้วเธอก็ปลื้มมากด้วยกับวิธีเรียกแบบนี้

 

เช่นเดียวกับที่หัวหน้าของเธอชอบให้ลูกน้องในที่ทำงานเรียกว่า “มิชิโกะจัง” เพราะฟังแล้วรู้สึกว่าช่วยลดวัยลงมาและทำให้สนิทสนมกันมากขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการงาน ทุกคนก็ต้องใช้คำเรียกชื่อเธอแบบให้เกียรติว่า “มิชิโกะซัง” อยู่นั่นเอง

คุณคาโอริเน้นว่า การเรียกชื่อคนต้องคำนึงถึงกาลเทศะ ตัวอย่างของสื่อญี่ปุ่นที่หลายสำนักใช้คำว่า “จัง” กับนักกีฬาหญิงหลายคน และใช้คำว่า “คุง” กับนักกอล์ฟ เรียว อิชิกาวา ทั้งที่พวกเขาเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว จึงกลายเป็นประเด็นที่สื่อต้องหันกลับไปทบทวนตัวเองเหมือนกัน

สล็อตเว็บตรง

จริงเหรอเนี่ย!? สาวญี่ปุ่นบางคนคิดว่า “การโยนช่อดอกไม้ในงานแต่งเป็นการล่วงละเมิดอย่างหนึ่ง!

สีสันหนึ่งในพิธีวิวาห์ของฝรั่งก็คือ การที่เจ้าสาวโยนช่อดอกไม้ให้บรรดาสาวๆ อันถือเป็นการเสี่ยงทายว่า สาวผู้โชคดีที่จะได้สวมชุดวิวาห์รายต่อไปจะเป็นใคร

แต่ในสังคมญี่ปุ่นที่ให้คุณค่ากับผู้หญิงว่าควรต้องเป็นคุณแม่บ้านหรือคุณแม่ของลูกๆ กิจกรรมนี้จึงถูกมองในมุมที่ต่างออกไป การเป็นผู้หญิงโสดโดยเฉพาะถ้าอายุมากเป็นเรื่องที่น่าละอายและถูกดูแคลน เรื่องโยนช่อดอกไม้จึงทำให้สาวโสดบางคนคิดไปถึงว่าเป็นการคุกคามกันเลยทีเดียว ขณะที่บางรายมองว่าการไปร่วมงานแต่งงานแต่ละครั้งต้องนำเงินใส่ซองเป็นของขวัญแก่คู่บ่าวสาวจำนวนไม่น้อย แล้วทำไมจะต้องทนอับอายต่อหน้าแขกเหรื่อกับช่อดอกไม้ที่เจ้าสาวโยนมาให้ด้วย?

และนั่นคือเหตุผลที่บางงานก็ไม่มีใครยอมรับช่อดอกไม้ของเจ้าสาวเลย ปล่อยให้ดอกไม้หล่นชอกช้ำไปบนพื้นเสียอย่างนั้น ซึ่งทำให้กลายเป็นเหตุผลที่เจ้าสาวหลายรายตัดสินใจงดกิจกรรมนี้ด้วย

เดล โรลล์ นักเดินทางที่หลงใหลญี่ปุ่นเล่าว่าได้สอบถามผู้เป็นเจ้าสาวก่อนถึงวันวิวาห์ว่า จะโยนช่อดอกไม้ให้แขกในงานหรือไม่ ปรากฏว่าร้อยละ 42 ตอบว่าตั้งใจโยน ในขณะที่โพลล์ของอีกสำนักหนึ่งตอบว่า สัดส่วนของเจ้าสาวที่จะไม่โยนช่อดอกไม้ให้แขกมีมากถึง 3 ใน 5

มีความเห็นเรื่องนี้อยู่ในบทความหลายชิ้น และชาวเน็ตในญี่ปุ่นก็แสดงทัศนะออกมาต่างมุม เช่น

“โยนดอกไม้เนี่ยนะคุกคาม? อะไร ๆ ก็คุกคามหมดแหละสมัยนี้ รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มีคนคิดลบที่มองเห็นแต่เรื่องแย่ ๆ… ”

“งานเลี้ยงไม่ได้มีไว้เพื่อให้ได้ไปสนุกกันหรอกเหรอ? เศร้านะ เขาเชิญคุณไปเพราะเห็นว่าคุณคือมิตรที่ดีต่อกัน ทำไมไม่มองข้ามเรื่องนี้ไปซะ?”

“ถ้าฉันรับช่อดอกไม้ได้ และคู่บ่าวสาวบอกว่า ‘คุณคือคนต่อไป’ ฉันก็แฮปปี้ค่ะ การที่ยังโสดมันน่าอายมากเหรอ?”

“สมัยนี้เจ้าสาวไม่ได้โยนช่อดอกไม้เพื่อให้สาวโสดแต่งงาน แต่เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนประสบความสุขต่างหาก” ฯลฯ

 

มุมมองล่างสุดนี้เองที่ทำให้เจ้าสาวญี่ปุ่นเปลี่ยนจากช่อดอกไม้เป็นอย่างอื่นเพราะเห็นแก่แขกสุภาพสตรีของพวกเธอนั่นเอง และที่ฮิตกันอย่างหนึ่งก็คือ ผักบร็อกโคลี่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสืบตระกูล และเปลี่ยนเป็นให้เจ้าบ่าวเป็นคนโยนให้หนุ่มโสดบ้าง ใครรับได้ก็ให้กัด ทีนี้ก็จะเกิดการโยนต่อๆ กันไปในกลุ่มผู้ชาย สนุกและตื่นเต้นไปอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีไอเดียให้เจ้าสาวเอาดอกไม้เสียบที่ตัวตุ๊กตาแล้วก็โยนให้แขก ใครรับก็ถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ บางคนก็โยนริบบิ้นที่ผูกช่อดอกไม้แล้วให้แขกดึงริบบิ้นนำโชคนั้นไป เจ้าสาวบางคนก็โปรยขนมเป็นที่สนุกสนาน คงไม่มีใครผิดหรือถูกทั้งหมด เพียงแต่ขอให้ใช้ดุลพินิจของเจ้าสาวเพื่อรักษามิตรภาพระหว่างเพื่อนเอาไว้ก็น่าจะลงตัวดี

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

เอาใจสาวๆ แฟนยอดนักสืบจิ๋ว กับเซ็ตเครื่องสำอาง Detective Conan แบบจัดเต็ม!

แบรนด์เครื่องสำอางอย่าง “เลิฟวิเซีย” หรือ Lovisia (ชื่อแบรนด์เป็นการรวมคำระหว่าง Love กับ Visit) เป็นแบรนด์ที่มักดึงเอาคาแรกเตอร์จากการ์ตูน เช่น Pokémon หรือ Kirby มาอยู่บนสินค้าของแบรนด์

 

ในคราวนี้ Lovisia ได้พาเอาคาแรคเตอร์จาก “ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน” หรือ Detective Conan「名探偵コナン」มาเป็นคอลเล็คชั่นเครื่องสำอาง เอาใจสาวๆ แฟนการ์ตูนเรื่องนี้เสียเลย

สำหรับคอลเล็คชั่น Detective Conan นี้มีคอนเซปต์การออกเป็นเป็นแนวย้อนยุคร่วมสมัยหรือ New Retro ที่เน้นดีไซน์เรียบง่ายแต่ใช้สีสันสดใส ซึ่งน่าจะถูกใจสาวๆ หลายคน เรามาดูสินค้าในคอลเล็คชั่นกันเลยดีกว่า

อายชาโดว์ (ราคา 2,200 เยน)

เน้นการใช้สีธรรมชาติ และมีสีที่เป็นมุกอยู่ด้วยในแต่ละพาเล็ต โดยมีทั้งหมด 2 แบบด้วยกัน แบบแรกกล่องเป็นสีฟ้าลายเจ้าหนูนักสืบจิ๋วโคนันและจอมโจรคิด สีของอายชาโดว์จะออกโทนสีน้ำตาลและสีทอง ส่วนอีกแบบเป็นกล่องสีแดงลาย “อากาอิ ชูอิจิ” ซึ่งเป็นอีกตัวละครหนึ่งที่เป็นขวัญใจสาวๆ สีของอายชาโดว์ในแบบนี้จะออกโทนสีชมพูและสีน้ำตาล

ลิปสติก (ราคา 1,320 เยน)

ลิปสติกในคอลเล็คชั่นนี้มีทั้งหมด 5 สีด้วยกัน ได้แก่ สีใสอมชมพู (clear) ชมพูอมส้ม (coral pink) ชมพูอ่อน (natural pink) แดง (scarlet red) และนู้ดเบจ (nude beige) เป็นลิปสติกที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นอย่าง โจโจบ้าออยล์ ไฮยาลูรอนิคแอซิด และเชียร์บัตเตอร์ โดยแท่งลิปสติกแต่ละสีจะมีดีไซน์และคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างกันไปให้แฟนๆ ได้เลือกสะสมด้วย

กระเป่าเครื่องสำอาง (ราคา 1,980 เยน)

เป็นกระเป๋าขนาดกระทัดรัดแต่จุของได้เยอะ ลายกระเป๋าเป็นชุดของโคนัน ในส่วนหูกระต่ายจะเป็นลายปัก อีกทั้งหัวซิปยังทำเป็นรูปแว่นของโคนันเพื่อเพิ่มความน่ารักเข้าไปอีก

 

กระเป๋าผ้าอีโคแบ็ค

กระเป๋ามี 2 ลาย และเป็นของลิมิเต็ดที่จะได้จากการสั่ง Detective Conan Set ผ่านเว็บไซต์ Lovisia Official Shop  โดยสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2021 เท่านั้น

สินค้าที่แนะนำมาข้างต้น จะเริ่มวางขายผ่านเว็บไซต์และร้านค้าพวก Variety shop (ร้านขายของกระจุกกระจิก) ทั่วญี่ปุ่นประมาณกลางเดือนเมษายน 2021 (ยกเว้น Detective Conan Set ที่สามารถสั่งจองผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว)

รับรองว่างานนี้แฟนๆ ยอดนักสืบจิ๋วโคนันหลายๆ คนคงต้องร้องว้าวและอยากได้ชุดเครื่องสำอางสุดลิมิเต็ดนี้มาครอบครองอย่างแน่นอน งานนี้คงต้องรีบหาวิธีจับจองกันหน่อย เพราะผู้เขียนคิดว่า “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว” คือสินค้าชุดนี้น่าจะเป็นที่ต้องการสูงทีเดียวล่ะ

UFABET เว็บตรง

ปังไม่ไหว! เผยเหตุผลที่เครื่องสำอางไทยฮอตไกลถึงญี่ปุ่น!

ตลาดความงามในประเทศไทยเติบโตมาก ทำให้เครื่องสำอางแบรนด์ไทยหลายเจ้าได้พัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์จนได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น ไม่เพียงแต่ในประเทศเท่านั้นก็ยังข้ามนำ้ข้ามทะเลไปดังไกลถึงญี่ปุ่นอีกด้วย ในบทความนี้จะมาเผยเหตุผลความปังของเครื่องสำอางไทยที่สาวญี่ปุ่นยกนิ้วให้!

 

1. คุณภาพเกินราคา

เครื่องสำอางไทยมีจุดเด่นอยู่ความทนทาน ช่วยคุมความมัน และอ่อนโยนต่อผิว ซึ่งสาเหตุมาจากลักษณะภูมิประเทศและสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ไทยยังยึดตำราอายุรเวทมาอย่างยาวนาน ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์โลกปัจจุบันที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้เครื่องสำอางออร์แกนิคหรือเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติกำลังได้รับความนิยม นอกจากนี้ยังมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอีกด้วย เนื่องจากแบรนด์เครื่องสำอางต่างประเทศหลายเจ้าจ้างโรงงานในไทยผลิตสินค้าให้ หรือที่เรียกกันว่า OEM (Original Equipment Manufacturer) ทำให้โรงงานในไทยเรียนรู้โนฮาวในการผลิต สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นภายใต้มาตรฐานที่แบรนด์ต่างชาติยอมรับ ทำให้แบรนด์เครื่องสำอางไทยมีคุณภาพระดับสากลในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่านั่นเอง

 

2. กระแสซีรีส์วาย

ซีรีส์วาย หรือ Boys’ Love (BL) คือ ซีรีส์ชายรักชายที่โดยส่วนใหญ่สร้างมาเพื่อให้ผู้หญิงหรือสาววายเป็นผู้เสพสื่อ ไม่กี่ปีที่ผ่านมาสื่อวายได้รับความนิยมทั่วเอเชีย ผู้ผลิตไทยเองก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถส่งออกสื่อไปได้หลายประเทศ “เพราะเราคู่กัน 2gether The Series” เองก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จ เพราะนอกจากได้รับผลตอบรับในประเทศอย่างล้นหลามแล้ว กระแสไบร์ทวินยังดังไกลถึงญี่ปุ่นอีกด้วย หลังเข้าฉายที่ญี่ปุ่นเมื่อปีก่อนกระแสตอบรับก็ดีสุดๆ จนไบร์ทวินได้ลงปกนิตยสารญี่ปุ่นหลายปักษ์และออกข่าวญี่ปุ่นอีกหลายช่อง เครื่องสำอางแบรนด์ “Cathy Doll” เป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นจากซีรีส์เรื่องนี้ เนื่องจากการโปรโมทสินค้าในซีรีส์ทำให้แฟนๆ แห่ไปซื้อและประทับใจในตัวผลิตภัณฑ์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็เหมือนกับการเข้ามาของเครื่องสำอางเกาหลีในญี่ปุ่นที่ใช้สื่อป๊อปคัลเจอร์ เช่น K-Pop หรือ K-Drama เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมและสินค้าไปพร้อมๆ กัน

 

ตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ในประเทศแข่งขันกันอย่างดุเดือดไม่มีใครยอมใคร หลายแบรนด์เริ่มรุกตลาดในต่างประเทศมากขึ้น การทำการตลาดในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะในญี่ปุ่น เพราะต้องผ่านการตรวจสอบมากมายเพื่อให้มั่นใจ การเห็นสินค้าไทยวางจำหน่ายในญี่ปุ่นก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคภายในประเทศได้ด้วยว่า สินค้านั้นมีคุณภาพ

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ญี่ปุ่นฟันธง!! 3 ราศีไหนขึ้นคานไม่เป็นไร ยังไงงานต้องมาก่อน

หากพูดถึงการดูดวงแบบญี่ปุ่น นอกจากดูดวงหรือทายนิสัยจากกรุ๊ปเลือดแล้ว ชาวญี่ปุ่นเองก็นิยมดูดวงโดยใช้ราศีเหมือนกันกับคนไทยค่ะ โดยการดูดวงก็เหมือนกับเรา ๆ มักจะโฟกัสไปที่ด้านการงาน สุขภาพ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ด้านความรัก แต่น่าแปลกมากที่บางราศีชาวญี่ปุ่นมองว่าพวกเขาไม่ค่อยสนใจความรักเท่าความสำเร็จด้านการงานค่ะ น่าสนใจมาก ๆ เลยใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกันว่า 3 ราศีใดมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับงานมากกว่าความรักกันบ้าง

อันดับ 1 ราศีมังกร (22 ธ.ค. – 19 ม.ค.)
อิสรภาพทางการเงินต้องมาก่อน

สำหรับชาวราศีมังกรผู้อยากยืนด้วยขาของตัวเองแล้วนั้น การทำงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจแล้วได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นคือสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาอยากได้เงินเพื่อที่จะได้ทำในสิ่งที่ชอบ อยากเก็บออมเงินไว้ยามแก่ชรา อยากซื้ออพาร์ตเม้นท์เอาไว้เพื่อลงทุน เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับงานก่อนความรัก แต่เมื่อชาวราศีมังกรมีอิสรภาพทางการเงินเรียบร้อยแล้ว เมื่อนั้นก็คงจะมีเวลาให้กับหัวใจ และอยากจะมีความรักขึ้นมาก็ได้นะคะ

อันดับ 2 ราศีกันย์ (23 ส.ค. – 22 ก.ย.)
มีแพชชั่นกับการทำงานมากกว่า

ชาวราศีกันย์มักจะขยันขันแข็ง เอาใจใส่ต่อการเรียนและการทำงานเป็นอย่างดี ไม่ค่อยเข้าใจการใส่ใจหรือการจดจ่ออยู่กับความรักที่เป็นนามธรรมหรือเป็นสิ่งที่คลุมเครือ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมองว่าผลลัพธ์จากความพยายามในการทำงาน สร้างแพชชั่นและสร้างคุณค่าให้กับตนเองได้มากกว่า จึงรู้สึกตื่นเต้นกับการได้คิดแผนการใหม่ ๆ ได้หาลูกค้าใหม่ ๆ อันเป็นโอกาสหนึ่งที่จะได้ทดสอบความสามารถของตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นชาวราศีกันย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธความรักไปหมดเสียทีเดียวนะคะ แค่คิดว่าตนเองเหมาะกับการทำงานมากกว่าเท่านั้นเอง

อันดับ 3 ราศีพิจิก (24 ต.ค. – 22 พ.ย.)
โฟกัสได้แค่เรื่องเดียวเท่านั้น

 

ชาวราศีพิจิกจะถนัดทำทีละอย่าง ไม่ถนัดการทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน จึงเป็นราศีที่มักคิดว่า ความรักกับการทำงานไม่สามารถไปด้วยกันได้ เมื่อใดที่โฟกัสอยู่กับงานก็มักจะหมกมุ่นสุดตัว ไม่สามารถคิดเรื่องอื่นนอกเหนือจากเรื่องงานได้ ถึงแม้จะมีใครมาบอกรัก หรือมาขอเดตด้วยก็คงจะปฏิเสธไปว่าติดงานหรืองานยุ่งเป็นแน่ค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ได้ลองอ่านคำทำนายดูแล้ว ตรงกับราศีของทุกคนรึเปล่า การทำงานไปด้วยมีความรักไปด้วยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไหนจะต้องปวดหัวกับงาน ไหนจะต้องให้เวลากับคนรัก แต่ละอย่างต้องใช้ทั้งพลังกายและพลังใจกันทั้งสิ้น แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลยนะคะ เชื่อเลยว่าหากเราวางแผนและแบ่งเวลาดี ๆ ไม่ว่าใครจะอยู่ราศรีไหนก็ต้อง Lucky in game ไปพร้อมกับ Lucky in love แน่ ๆ ค่ะ

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

วิธีการย่างปลาไข่ชิชาโมะให้อร่อยไม่แพ้ร้านอาหารญี่ปุ่น!

ปลาชิชาโมะ (ししゃも) เป็นปลาขนาดเล็กและมักจะจำหน่ายในรูปปลาที่มีไข่เต็มท้อง คนไทยจึงเรียกปลาชนิดนี้ว่าปลาไข่ ด้วยความอร่อยของไข่ปลาที่เต็มท้องและมีคุณค่าสารอาหารมากมาย ปลาชนิดนี้จึงเป็นหนึ่งในปลาที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานมาก มารู้วิธีการย่างปลาไข่ชิชาโมะให้อร่อยมากตามคำแนะนำของคนญี่ปุ่น พร้อมทั้งรู้คุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและวิธีการเก็บถนอมปลาชนิดนี้กันค่ะ

วิธีการย่างปลาชิชาโมะให้อร่อยตามคำแนะนำของคนญี่ปุ่น

เคล็ดลับการย่างปลาชิชาโมะให้อร่อย คือ การนำปลาที่เก็บแบบแช่ช่องแข็งไว้มาย่างในทันที จะทำให้ได้ปลาย่างที่กรอบนอกและเนื้อด้านในนุ่มฉ่ำ โดยมีวิธีการย่างดังนี้คือ

ย่างด้วยกระทะ

วิธีการนี้ทำได้ง่าย เพียงนำกระทะตั้งบนไฟกลางถึงอ่อน วางอลูมิเนียมฟอยด์สำหรับย่างปลาลงไปแล้ววางปลาที่นำออกจากช่องแข็งวางเรียงลงไป ย่างจนมีของเหลวออกจากตัวปลาแล้วจึงกลับด้านย่างเป็นเวลาประมาณ 5 นาที แล้วกลับด้านย่างต่ออีก 5 จนปลามีสีน้ำตาลแล้วจึงนำใส่จานเสิร์ฟตามชอบ

ย่างด้วยเตาปิ้งขนมปัง

วิธีการทำได้โดยวางอลูมิเนียมฟอยด์สำหรับย่างปลาลงบนตะแรงย่างขนมปัง จากนั้นจึงวางเรียงปลาชิชาโมะลงไปบนอลูมิเนียมฟอยด์ ย่างที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที

ใช้เตาย่าง

การย่างบนเตาย่างนั้นต้องเกลี่ยไฟให้ร้อนทั่วกัน วางตะแกรงลงไปบนไฟ รอจนตะแกรงร้อน วางเรียงปลาลงไปย่างจนปลาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้วจึงกลับด้านย่างจนเป็นสีน้ำตาล

คุณค่าสารอาหารจากปลาชิชาโมะ

ปลาชิชาโมะเป็นปลาที่มีขนาดเล็กก้างนิ่ม คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงรับประทานปลาชนิดนี้ทั้งตัว  ปลาชิชาโมะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้คือ

แคลเซียม

ปลาชิชาโมะ 100 กรัม (ประมาณ 4-5 ตัว) มีแคลเซียมประมาณ 350 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณประมาณครึ่งหนึ่งของแคลเซียมที่ร่างกายคนทั่วไปต้องการในแต่ละวัน แคลเซียมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟันและช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

โปรตีน

เช่นเดียวกับปลาชนิดอื่น ปลาชิชาโมะอุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งมีความสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และเส้นผม และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

วิตามินบี 2

ปลาชิชาโมะ 100 กรัม (ประมาณ 4-5 ตัว) มีวิตามินบี 2 ประมาณ 0.37 มิลลิกรัม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1/4 ของปริมาณวิตามินบี 2 ที่ร่างกายต้องการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของสุขภาพผิวและเยื่อบุต่างๆ ช่วยให้ผิวพรรณสวยงามและช่วยเสริมสร้างการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

 

วิตามินดี

ช่วยเสริมการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง

วิธีการเก็บถนอมปลาชิชาโมะ

วิธีการเก็บถนอมปลาชิชาโมะให้ได้นานและคงความอร่อยนั้นทำได้โดยการแช่แข็ง โดยใช้พลาสติกแรปห่อแยกปลาชิชาโมะแต่ละตัว นำใส่ถุงพลาสติกหรือถุงซิปล็อค รีดอากาศออกให้มากที่สุด แล้วนำแช่ช่องแข็ง จะทำให้เก็บถนอมปลาไว้ได้ประมาณ 1 เดือน เวลานำมาปรุงอาหารก็นำมาย่างได้โดยทันทีไม่ต้องรอให้น้ำแข็งละลาย

ด้วยรสชาติอร่อยและมีคุณค่าสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย คนไทยเราก็ชอบรับประทานปลาไข่ชิชาโมะมาก คราวหน้าหากซื้อปลามาย่างเองก็ลองย่างตามวิธีการดังกล่าวดูค่ะ อร่อยง่ายๆ โดยไม่ต้องไปสั่งซื้อจากร้านอาหารญี่ปุ่น

สล็อตเว็บตรง

ศาลโตเกียวตัดสิน “รองเท้าพื้นแดงของ Christian Louboutin เป็นดีไซน์ทั่ว ๆ ไป” บริษัทรองเท้าญี่ปุ่น EIZO พ้นข้อกล่าวหา

กลายเป็นศึกเดือดสายแฟชั่นกันเลยทีเดียวเมื่อแบรนด์รองเท้าพื้นแดงในตำนานอย่าง Christian Louboutin ฟ้องร้องค่าเสียหายบริษัทผลิตรองเท้าสัญชาติญี่ปุ่น EIZO เนื่องจากลอกเลียนดีไซน์พื้นสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Christian Louboutin อย่างไรก็ดี ผลการตัดสินของศาลกรุงโตเกียวออกมาแล้วว่า การทำพื้นรองเท้าให้เป็นสีแดงนั้นเป็นดีไซน์โดยทั่วไป ทำให้ EIZO พ้นข้อกล่าวหา ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในครั้งนี้ เรื่องราวมันเป็นยังไงมายังไง ปูเสื่อรอกันได้เลย

Christian Louboutin

 

ก่อนอื่นเรามารู้จักคู่กรณีกันก่อนดีกว่า เริ่มกันที่ผู้ฟ้องร้อง Christian Louboutin เป็นแบรนด์รองเท้าสัญชาติฝรั่งเศส ผลิตรองเท้าสตรีคุณภาพสูงและมีเอกลักษณ์มาตั้งแต่ปี 1992 โดยดีไซน์เนอร์เจ้าของแบรนด์ คุณ Christian Louboutin จุดเด่นที่ทำให้ทุกคนจดจำก็คือพื้นรองเท้าสีแดงสด ที่ทำให้ดูเหมือนว่าได้ทาสีเล็บลงบนพื้นรองเท้า ดาราและเซเลบหลายท่านต่างก็ชื่นชอบและรักรองเท้าแบรนด์นี้ ปัจจุบัน Christian Louboutin ไม่ได้มีแค่รองเท้าเท่านั้น แต่ยังมีกระเป๋า เครื่องประดับ และเครื่องสำอางค์ออกมาให้เสียเงินกันด้วย

EIZO Collection

 

ผู้ถูกฟ้องร้องคือบริษัท EIZO เจ้าของแบรนด์ EIZO Collection แบรนด์รองเท้าสตรีสัญชาติญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่ปี 1983 รองเท้าของแบรนด์นี้เป็นแนวมินิมอลเรียบ ๆ ตามแบบฉบับสาวญี่ปุ่น มีหลากหลายสี หลากหลายดีไซน์ให้เลือกตามโอกาส ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าส้นสูงสำหรับไปทำงาน ไปเที่ยว ออกงาน รองเท้าผ้าใบ รองเท้าบูท รองเท้าส้นสูงกันน้ำ จุดเด่นของแบรนด์คือการใช้เวลาศึกษาวิจัยลักษณะเท้าของผู้หญิงอย่างละเอียด และทำแบบขึ้นรูปไม้โดยผู้เชี่ยวชาญของบริษัทโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยของรองเท้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตัดหนัง เครื่องวัดความแข็งแรงของส้นสูง และเครื่องสแกนสิ่งแปลกปลอม แน่นอนว่าบวกกับฝีมือและความสามารถของช่างทำรองเท้ามากประสบการณ์

ข้อฟ้องร้อง

shoes red high heels

 

เหตุเกิดจากการที่ Christian Louboutin ฟ้องร้องว่า EIZO Collection ได้ผลิตและวางขายรองเท้าที่มีลักษณะคล้ายและอาจทำให้เกิดความสับสนกับรองเท้าพื้นแดงของ Christian Louboutin โดยเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมด 42 ล้านเยน หรือประมาณ 11.6 ล้านบาท รวมทั้งห้ามไม่ให้ EIZO Collection ผลิต วางขาย หรือจัดแสดงรองเท้าดังกล่าว ส่วนทาง EIZO Collection ก็ได้ชี้แจงว่า การทำพื้นรองเท้าให้เป็นสีแดงนั้นไม่ได้มีความแปลกใหม่หรือเป็นลักษณะพิเศษเป็นที่จดจำของผู้คนหมู่มาก อีกทั้ง ยังเป็นดีไซน์ที่สามารถเห็นได้ทั่วไปในตลาดรองเท้าสตรี ส่วนสีแดงของพื้นรองเท้านั้นก็เป็นสีที่บริษัทแพนโทนจำหน่ายในท้องตลาด ไม่ได้เป็นสีแดงที่พิเศษแต่อย่างใด ในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการนำครั่งซึ่งเป็นสีแดงมาทาพื้นรองเท้าเกี๊ยะและรองเท้าส้นสูงมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปในวงการรองเท้า

ผลการตัดสิน

shoes red high heels

เรื่องจบลงที่ผลการตัดสินของศาลกรุงโตเกียวว่า รองเท้าพื้นแดงของ Christian Louboutin นั้นมีความมันวาวเหมือนกับสีทาเล็บ ส่วนรองเท้าพื้นแดงของ EIZO Collection ใช้วัสดุจากยาง ไม่ได้มีความมันวาวและพื้นสัมผัสเหมือนกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการลอกเลียนแบบ อีกทั้ง สีแดงเองก็เป็นสีที่ใช้กันโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ การทำพื้นรองเท้าให้เป็นสีแดงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร และเป็นดีไซน์ที่เห็นได้ทั่วไป ทำให้ EIZO Collection พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด

ศึกแฟชั่นนี้สู้กันมันดุเดือดเลยทีเดียว เพื่อน ๆ เห็นรูปภาพรองเท้าของทั้งสองแบรนด์แล้วคิดเห็นยังไงกันบ้าง หรือเคยเห็นรองเท้าแบรนด์อื่นที่ทำเป็นพื้นแดงก็แอบมากระซิบบอกกันได้นะ

UFABET เว็บตรง

เทคนิคสร้างแรงจูงใจ! เอาชนะสัญชาตญาณและความเกียจคร้านด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ประสิทธิภาพ

เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมบางครั้งเราถึงมีแรงฮึดอยากทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าสามารถอยู่กับสิ่งนั้นได้ทั้งวัน มีแรงจูงใจขั้นสุด ไม่กินไม่นอนยังได้เลย แต่ทำไมกับบางสิ่งที่รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าดี อย่างเช่น การเรียนหรือการทำงาน ฝืนใจทำไม่เคยได้สักที แพ้ให้ต่อที่นอนหรือซีรีส์ที่ชอบตลอด บางคนอาจจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว อย่างเช่น “เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ” “ทำจนเอียนแล้ว” เป็นต้น แต่ทุกคนเคยลองคิดในอีกมุมหนึ่ง อย่างเช่น “ทำไมเราถึงทำงานนี้อยู่” หรือ “ทำไมถึงเรียนสิ่งนี้อยู่” กันหรือไม่คะ

พูดง่าย ๆ ก็คือ เคยตั้งคำถามกับตัวเองหา “ความหมายที่ทำสิ่งนั้น” มากกว่าที่จะทำเพราะเห็นว่าเป็น “สิ่งที่ควรทำ”หรือไม่คะ ซึ่งในครั้งนี้ เราได้นำผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเทคนิคการหา “เหตุผลที่ควรทำสิ่งนั้น” หรือ เทคนิคสร้างแรงจูงใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาให้ทุกคนกันค่ะ

สิ่งล่อลวงที่เรียกว่าสัญชาตณาณ

คนนอนโซฟา

มีคนมากมายที่รู้สึกว่า “ถึงจะทำงานไปก็ไม่รู้สึกพอใจสักที” “เรียนไปก็ไม่รู้ว่าได้ความรู้จริง ๆ ไหม” จนทำให้การเรียนและการทำงานดูเป็นเรื่องที่ “ต้องทำ” มากกว่าเป็นเรื่องที่น่าทำ หรืออยากทำ

ซึ่งถ้าหากเราปล่อยให้ความคิดนี้วนต่อไปเรื่อย ๆ และไม่ตระหนักว่าทำสิ่งนี้ไป “เพื่ออะไร” ล่ะก็ แรงจูงใจที่จะทำสิ่งเหล่านั้นก็จะลดลงไป

เพราะสัญชาตญาณของมนุษย์คือ “ความเกียจคร้าน”

เบื่อ ขี้เกียจ

“มีคนที่หาเหตุผลในการเรียนหรือการทำงานไม่เจอเยอะ ก็แสดงว่าสิ่งนั้นคือสัญชาตญาณของมนุษย์ไม่ใช่หรือ”

เป็นความจริงที่ว่า สัญชาตญาณของมนุษย์ให้ความสำคัญกับ “ความเกียจคร้าน” หรือก็คือ “สำหรับสิ่งที่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ก็ไม่ต้องทำสิ” และเมื่อเราแพ้ให้ต่อสัญชาตญาณปุ๊บ “แรงจูงใจ” ในการทำ “สิ่งที่ควรทำ” ก็จะกลายเป็น 0 และทำให้ไม่อยากทำอะไรเลย เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะเอาชนะสิ่งยั่วยวนเหล่านั้นแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหา “เหตุผลที่ควรทำ” สิ่งเหล่านั้น

เทคนิคสร้างแรงจูงใจ

วิ่ง

เทคนิคสร้างแรงจูงใจในการทำ “สิ่งที่ควรทำ” อย่างเช่น การเรียน หรือการทำงานก็คือ… การคิดว่า “สิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ ทำเพื่อใครอยู่”

แค่การเปลี่ยนความคิดเพียงเท่านี้ ก็จะทำให้ “แรงจูงใจ” “ความพึงพอใจ” พุ่งสูงขึ้นได้ อีกทั้ง ความกระปรี้กระเปร่าที่อยากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ก็จะทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นได้อีกด้วยค่ะ

เหตุการณ์ตัวอย่าง

ร่วมมือ

เจ้านายบอกกับคุณว่า “เตรียมเอกสารที่จะประชุมวันนี้ด้วยนะ” สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่คิดก็คือ “วุ่นวายจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังมีงานที่ต้องทำอยู่ตั้งเยอะแยะ ยังมาสั่งเพิ่มอีก”

จริงอยู่ที่ว่าหากมีงานที่ต้องทำ แล้วมีคนมาสั่งงานเพิ่มอีก ก็ย่อมรู้สึกหงุดหงิดได้เป็นธรรมดา แต่อยากให้ลองนำเทคนิคที่ได้กล่าวไปข้างต้นมาปรับใช้ดู ถามคำถามกับตัวเองก่อนว่า “การเตรียมเอกสารการประชุมในครั้งนี้ จะมีประโยชน์ต่อใครได้บ้าง?” ก็อาจจะคิดได้ว่า “ถ้ามีเอกสารที่เราทำ เจ้านายหรือผู้บริหารในบริษัทก็จะสามารถประชุมได้อย่างราบรื่น” หรือ “การทำเอกสารในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาการบริการใหม่ ๆ ได้” หรืออาจะเป็น “ในอนาคต จะมีคนที่ได้ประโยชน์ในการใช้บริการนี้แน่ ๆ” เป็นต้น

พอเรามีความคิดตามด้านบนแล้วก็จะรู้สึกฮึดขึ้นมา และมีแรงจูงใจที่จะทำงานเหล่านั้นได้ อีกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งก็คือ คนที่รู้สึกไม่ชอบการคำนวณก็อาจจะลองคิดดูว่า “ถ้าฉันสามารถแก้โจทย์ปัญหาข้อนี้ได้ ก็จะสามารถไปสอนคนอื่นที่ไม่สามารถแก้โจทย์นี้ได้” เป็นต้น มนุษย์เรานั้นจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ “ช่วยเหลือใครสักคน”

เทคนิคสุขภาพดีแถมยังมีประโยชน์ต่อผู้อื่น

บริจาค

จากผลการศึกษาพบว่าผู้ที่ชอบบริจาคหรือทำกิจกรรมการกุศลบ่อย ๆ มักจะมี “ความพึงพอใจในชีวิต” อยู่ในระดับสูง และส่งผลต่อการมีสุขภาพที่ดีและเจ็บป่วยได้ยากอีกด้วย

การเอาชนะสัญชาตญาณ

เอาชนะสัญาตญาณ

 

สัญชาตญาณมักจะมาทดสอบเราอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น “ทำงานเหนื่อยจัง” “การเรียนนี่น่าเบื่อจริง ๆ “ สิ่งที่จะเอาชนะได้ก็คือ การระลึกถึงเหตุผลที่ทำอยู่เสมอ

คนส่วนใหญ่มักจะแพ้ให้กับ “สัญชาตญาณ” หรือ “ความเกียจคร้าน” ทั้งการลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย หรือเรื่องอื่น ๆ ช่วงแรกก็จะฮึดมาก แต่พอเวลาผ่านไป ผู้คนเกินกว่าครึ่งก็จะยอมแพ้และล้มเลิกไปในที่สุด เพราะฉะนั้น มากกว่าการคิดว่า “ควรเพิ่มแรงจูงใจอย่างไรดี” ให้เปลี่ยนเป็น “งานที่ทำอยู่มีประโยชน์ต่อใคร” อย่างชัดเจนจะดีกว่า

ความรู้สึกที่ได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

เงิน ประโยชน์ต่อผู้อื่น

สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจหรือเวลาให้ไปทั้งหมด แต่การสร้างความรู้สึกที่ว่านั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ และอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันสิ่งของ, การบริจาคตามกำลังทรัพย์ หรือการช่วยเหลือผู้อื่นในสิ่งที่ง่าย ๆ แค่เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการเพิ่มแรงจูงใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่างได้

เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะเคยรู้สึกท้อแท้ เหนื่อย หรือหมดกำลังใจในสิ่งที่ทำอยู่ ไม่เจอแม้แต่เหตุผลในการทำสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าหากลองนำเทคนิคนี้ไปใช้ดู ก็อาจจะทำให้มีแรงจูงใจมากขึ้น จนสามารถทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญก็คือ การระลึกถึงเหตุผลที่ทำสิ่งเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ และท้ายที่สุดก็จะประสบความสำเร็จได้นั่นเอง หากทุกคนลองนำไปใช้แล้ว ได้ผลมากน้อยอย่างไร ก็อย่าลืมมาแชร์ประสบการณ์กันได้เลยนะคะ

สล็อตเว็บตรง

« Older posts

© 2022 offshoredrive.com

Theme by Anders NorenUp ↑